Website นี้ จัดทำโดยผู้ร่วมธุรกิจอิสระ คุณ วสันต์ โทร 0824040130 รหัสสมาชิก TH3143246

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล


เพราะแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ขึ้นมากมาย ซึ่งใน 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่า Startup ได้กลายเป็นกระแสการทำธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวและมีอิสรภาพทางการเงินอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่มี Startup ใหม่ๆ เกิดขึ้นจนล้นเมือง ก็มี Startup จำนวนไม่น้อยที่ตกม้าตายตั้งแต่ยังไปไม่ถึงไหน แล้วแท้จริงแล้ว Startup คืออะไร เราสามารถเป็นหนึ่งใน Startup ที่ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ มาทำความรู้จัก Startup ให้ลึกซึ้งกว่าเดิมโดย คุณชาคริต จันทร์รุ่งสกุล กูรูผู้เชี่ยวชาญด้าน Startup ของเมืองไทย

     “New Economy หรือระบบเศรษฐกิจใหม่กับคำว่า Startup เป็นสองคำที่มาพร้อมกัน ตัวอย่างของเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นก็เช่น Instacart หนึ่งใน Startup ในสหรัฐอเมริกาที่ผู้บริโภคสามารถโพสต์หาคนซื้อผักหรือผลไม้ได้ผ่านแอพพลิเคชั่น เอื้อประโยชน์ให้ทั้งผู้ซื้อ ซุปเปอร์มาเก็ต คู่ค้า เกษตรกร ฯลฯ ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้เกิดขึ้นในปี 2015 ปัจจุบันมูลค่ากิจการทะลุพันล้านเหรียญไปแล้ว เช่นเดียวกับ Postmates ที่ทำทุกอย่างยกเว้นทำกับข้าว เช่น หาคนช่วยซื้อสตาร์บัคส์ ปัจจุบัน Postmates ได้เชื่อมกับสตาร์บัคส์ไปเรียบร้อยแล้ว

     ผลจาก New Economy ดังกล่าวได้ทำให้เกิด GIG Economy คือการที่คน 1 คนมีแหล่งรายได้อื่นๆ นอกเหนือจากเงินเดือนได้อีก 3-4 แหล่ง เช่นเดียวกับ Instacart และ Postmates ที่เป็นแหล่งรายได้พิเศษของนักเรียนนักศึกษาและคนทั่วไป และเกิดเป็นธุรกิจแบบนี้ไปเรื่อยๆ หรือเรียกว่า Sharing Economy หรือการแชร์ทรัพยากรที่เราไม่ได้ใช้ให้เกิดเป็นรายได้ เช่น ปล่อยรถที่ไม่ได้ใช้ให้เช่า กลายเป็นโมเดลธุรกิจของ UBER, GRAB และ AirBNB”

     ในยุคของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น Smart Phone คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งคุณชาคริตได้อธิบายว่าปัจจุบันสามารถแบ่ง Startup ออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  • Lifestyle Startup การสร้างรายได้ขึ้นจากความชอบหรือไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เช่น ชอบเล่นเซิร์ฟก็รับสอนเล่นเซิร์ฟ ชอบร้องเพลงก็รับสอนร้องเพลง เช่นเดียวกับคนที่ชอบกิน ชอบเที่ยว ชอบรีวิว ทำจนเกิดรายได้กลายเป็น Blogger แต่จะไม่โตและหยุดทำไม่ได้ เพราะถ้าหยุดทำ รายได้ก็หยุด
  • Small Business Startup คือการต่อยอดจากธุรกิจขนาดเล็กที่มีอยู่แล้ว เช่น เปิดช่องทางการขายใหม่ๆ ซึ่งในโลกมี Startup ประเภทนี้มากที่สุด 80-90% เป็นธุรกิจที่ขยายตัวได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่รวยมากแค่พอเลี้ยงครอบครัวได้
  • Hyper Growth Startup คือ Startup ที่มีการเติบโตแบบข้ามขั้น ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการใช้ Software เช่น Instagram ที่มีสถิติการสมัครถึง 100 ล้านคนในเวลา 2 ปี รวมทั้ง UBER ที่เริ่มต้นกิจการที่มีมูลค่าเป็น 0 กลายเป็น 6 หมื่นล้านเหรียญในเวลา 6 ปี จึงเป็นกลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนชอบเพราะว่าโตเร็วมาก
  • Buyable Startup คือ Startup ที่สร้างขึ้นเพื่อขายต่อ เช่น LAZADA ที่ปัจจุบันได้ขายกิจการต่อให้กับ Alibaba ไปแล้ว ซึ่ง Startup ประเภทนี้ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง เพราะถ้าขนาดไม่ใหญ่มากพอก็ไม่ตอบโจทย์คนซื้อกิจการ
  • Social startup คือ Startup ที่มีแนวคิดเพื่อช่วยเหลือสังคม คืนกำไรให้กับสังคม เช่น Social Giver และ Local Alike
  • Corporate Startup คือบริษัทใหญ่ๆ ที่มียอดขายหลักพันล้านอยู่แล้วหันมาลงทุนทำ Startup ทำธุรกิจเหมือนเป็นองค์กรเล็กๆ ที่มีเงินน้อย กล้าเสี่ยงกล้าแตกต่าง ใช้ดิจิตอลและโมบายมากขึ้น เมื่อไม่ใช่ก็เลิกทำและเริ่มทำใหม่ทันที ล้มให้เร็ว เริ่มใหม่ให้เร็ว สำเร็จให้เร็ว

     “Hyper Growth Startup และ Buyable Startup คือ 2 กลุ่มธุรกิจหลักที่นักลงทุนให้ความสนใจ ยิ่งสำเร็จยิ่งเพิ่มเงินลงทุน เกิดเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนกว่าพันล้านบาท ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้มี Startup เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ขายแค่ไอเดีย ไม่ต้องควักเงินลงทุนเอง ท่ามกลางกระแสของ Digital marketing ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว Marketing ที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องผสานทั้ง Offline และ Online เข้าด้วยกัน คือดักลูกค้าทั้งสองฝั่ง แล้วเอาสินค้าและบริการของเราไปไว้ตรงกลางให้ถูกที่ถูกเวลา การขายก็จะเกิดขึ้นเอง

Startup จึงเป็นโอกาสที่ใหญ่มาก โดยเฉพาะ Corporate Startup ที่มีความเสี่ยงน้อย และเป็นโอกาสที่ดีในยุคเศรษฐกิจใหม่นี้”
Key Takeaway

  1. เข้าใจพฤติกรรมลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้การขายสมูธขึ้น ขายแบบไม่ขายจนเกินไปและใช้ Social Network ในการเชื่อมต่อกับคนที่มีทัศนคติเช่นเดียวกับเรา
  2. เริ่มต้น ทดลอง ผิดพลาด เรียนรู้ แก้ไข